Photo by Campaign Creators on Unsplash
ใครคือผู้ควบคุมบริษัท?
อำนาจการควบคุมบริษัทที่แท้จริงสะท้อนออกมาในโครงสร้างการถือหุ้น การตรวจสอบโครงสร้างหุ้นจะช่วยให้เข้าใจว่าใครเป็นผู้ควบคุมทิศทางการดำเนินงานของบริษัทอย่างแท้จริง และการแบ่งปันผลกำไรในอนาคตจะเป็นอย่างไร
บทบาทของผู้ถือหุ้นในบริษัท
| บทบาท | คำอธิบาย | หน้าที่ |
|---|---|---|
| ที่ประชุมผู้ถือหุ้น | ประกอบด้วยผู้ถือหุ้นทั้งหมด เป็นองค์กรตัดสินใจสูงสุดของบริษัท | เลือกคณะกรรมการบริษัท |
| คณะกรรมการบริษัท | มีอำนาจอนุมัติเรื่องที่มีผลกระทบสำคัญต่อทุนของบริษัท | เลือกทีมบริหาร ต้องรายการต่อ ที่ประชุมผู้ถือหุ้น |
| ทีมบริหาร | ผู้บริหารระดับสูง เช่น CEO, CFO รับผิดชอบการดำเนินงานประจำวัน | ต้องรายงานผลการดำเนินงานต่อ ที่ประชุมผู้ถือหุ้น และ คณะกรรมการบริษัท |
ที่ประชุมผู้ถือหุ้นเลือกคณะกรรมการบริษัทคณะกรรมการบริษัทเลือกทีมบริหารทีมบริหารรายงานต่อคณะกรรมการบริษัทคณะกรรมการบริษัทรายงานต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น
ที่ประชุมผู้ถือหุ้น
มติทั่วไป
ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นรวมกันเกิน
1/2ของหุ้นที่ออกจำหน่ายทั้งหมดเข้าร่วม และผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมเกิน1/2เห็นชอบ ซึ่งหมายความว่าอย่างน้อย1/2 * 1/2 = 1/4 (25%)ของ ผู้ถือหุ้น ต้องเห็นชอบ
- การเลือกตั้งและค่าตอบแทนกรรมการ
- มติการจัดสรรกำไรและเงินปันผล
- มติรับรองงบการเงินและเอกสารต่างๆ ที่คณะกรรมการจัดทำ
มติพิเศษ
ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นรวมกันเกิน
2/3ของหุ้นที่ออกจำหน่ายทั้งหมดเข้าร่วม และผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมเกิน1/2เห็นชอบ ซึ่งหมายความว่าอย่างน้อย2/3 * 1/2 = 1/3 (33%)ของ ผู้ถือหุ้น ต้องเห็นชอบ
- การแก้ไขข้อบังคับบริษัท
- การถอดถอนกรรมการ/ผู้ตรวจสอบบัญชี
ความสำคัญของเปอร์เซ็นต์การถือหุ้น
ผู้ถือหุ้นที่มีหุ้นเกิน 2/3 (67%) สามารถเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อแก้ไข ข้อบังคับบริษัท (รัฐธรรมนูญของบริษัท) กำหนดกติกาของบริษัทเอง และ ควบคุมบริษัทได้อย่างเบ็ดเสร็จ
ผู้ถือหุ้นที่มีหุ้นเกิน 1/2 (51%) ไม่สามารถเปิดประชุมได้ตามองค์ประชุมที่กฎหมายกำหนดด้วยตัวคนเดียว แต่ หากเปิดประชุมได้ ก็สามารถผ่านมติได้ง่ายๆ เพราะมีเสียงเกิน 1/2 (51%)
ผู้ถือหุ้นที่มีหุ้นเกิน 1/3 (34%) หมายความว่าไม่มีผู้ถือหุ้นรายอื่นที่มีหุ้นเกิน 2/3 (67%) ดังนั้นหากผู้ถือหุ้นที่มีหุ้นเกิน 1/3 (34%) ไม่เข้าร่วมประชุม การประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อมติพิเศษจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะไม่สามารถมีผู้ถือหุ้นเกิน 2/3 (67%) ของหุ้นที่ออกจำหน่ายทั้งหมดเข้าร่วมประชุมได้
| เปอร์เซ็นต์ | ความหมาย |
|---|---|
| 67% | การควบคุมเบ็ดเสร็จ |
| 51% | การควบคุมเชิงสัมพัทธ์ |
| 34% | การควบคุมเชิงรับ (อำนาจยับยั้ง) |
ผู้ก่อตั้งที่มีหุ้นต่ำกว่า 34% มีความเสี่ยงที่จะถูกผู้ถือหุ้นรายอื่นที่มีหุ้นรวมกันเกิน 2/3 (67%) ปลดออกจากตำแหน่ง CEO
หลุมพรางการกระจายหุ้นในช่วงเริ่มต้น
หลีกเลี่ยงการแบ่งหุ้นเท่าๆ กัน เช่น 50% + 50% หรือ 33.3% + 33.3% + 33.3% เพื่อป้องกันทางตันในการตัดสินใจเนื่องจากความเห็นไม่ตรงกัน
ความขัดแย้งอาจนำไปสู่ทางตัน ทำให้บริษัทหยุดชะงักและไม่สามารถดำเนินการได้
ควรมีผู้ก่อตั้งที่มีสัดส่วนหุ้นมากกว่าเพื่อควบคุมหุ้นและเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย เช่น 60% + 20% + 20% หรือ 45% + 35% + 20% คนที่มีหุ้นมากกว่าควรแบกรับความรับผิดชอบในการตัดสินใจขั้นสุดท้าย เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะสุญญากาศของบริษัท
คณะกรรมการบริษัท
มติทั่วไป
กรรมการเกินกึ่งหนึ่งเข้าร่วม และกรรมการที่เข้าร่วมเกินกึ่งหนึ่งเห็นชอบ ซึ่งหมายความว่าอย่างน้อย
1/2 * 1/2 = 1/4 (25%)ของ กรรมการ ต้องเห็นชอบ
- เรื่องที่ไม่ได้กำหนดไว้เป็นพิเศษ
- การย้ายที่ตั้งบริษัท
- การจัดตั้ง เปลี่ยนแปลง หรือยุบสาขา
มติพิเศษ
กรรมการเกิน 2/3 เข้าร่วม และกรรมการที่เข้าร่วมเกินกึ่งหนึ่งเห็นชอบ ซึ่งหมายความว่าอย่างน้อย
2/3 * 1/2 = 1/4 (33%)ของ กรรมการ ต้องเห็นชอบ
- การเลือกประธานกรรมการ
- การเพิ่มทุนออกหุ้นใหม่
- การออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นให้พนักงาน (Employee Stock Option Certificates)
โครงการถือหุ้นสำหรับพนักงาน (ESOP: Employee Stock Ownership Plans)
ESOP หรือที่เรียกกันว่า Option Pool ใช้สำหรับจูงใจพนักงานและดึงดูดคนเก่ง
สตาร์ทอัพส่วนใหญ่ไม่ได้มีเงินทุนหนาและยากที่จะเสนอเงินเดือนที่แข่งขันได้ ในกรณีนี้ การเสนอหุ้นของบริษัทสามารถช่วยดึงดูดและรักษาคนเก่งไว้ได้
ไม่ใช่พนักงานทุกคนที่ควรได้รับหุ้น เพราะพนักงานส่วนใหญ่ต้องการเงินสดเป็นหลัก จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรอให้ ค่าใช้จ่ายพื้นฐานต่อเดือนได้รับการตอบสนอง ก่อน พวกเขาจึงจะยอมรับค่าตอบแทนรูปแบบอื่นได้
พนักงานก็มองดูการพัฒนาของบริษัทเช่นกัน
ระบบนี้ช่วยให้ผู้บริหารระบุได้ว่าพนักงานเห็นด้วยกับการพัฒนาในอนาคตของบริษัทจากใจจริงหรือไม่ และเต็มใจที่จะเดิมพันรายได้ส่วนหนึ่งกับการเติบโตในอนาคตของบริษัทหรือไม่ พนักงานที่ยอดเยี่ยมและทุ่มเทเช่นนี้คือพันธมิตรที่สตาร์ทอัพควรค้นหาและรักษาไว้!
การผูกผลการดำเนินงานในอนาคตของบริษัทและ ราคาหุ้น ที่จะเกิดขึ้น เข้ากับ รายได้ของพนักงาน จะสร้างแรงจูงใจโดยธรรมชาติ ทำให้ พนักงานทำผลงานให้ได้ตามเป้าหมายและดันราคาหุ้นให้สูงขึ้นด้วยความสมัครใจเพื่อทวีคูณรายได้ของตนเอง
โดยทั่วไป ESOP จะมีสัดส่วนประมาณ 10~15% ของหุ้นทั้งหมด ซึ่งเป็นช่วงที่นักลงทุนส่วนใหญ่ยอมรับได้
การถือหุ้นสัดส่วนใหญ่ไม่มีความหมาย ความหมายอยู่ที่การทำให้มูลค่าต่อหุ้นเพิ่มขึ้นต่างหาก ดังนั้นอย่ากอดหุ้นไว้กองโตโดยไม่ยอมให้สิ่งที่พนักงานควรได้รับ ซึ่งจะจำกัดการเติบโตของบริษัท หรือแม้แต่ทำให้บริษัทถดถอยเพราะคนเก่งลาออก
หากไม่ได้ตั้ง Option Pool สำหรับ Employee Stock Option Program (ESOP) ไว้ตั้งแต่แรกก็ไม่เป็นไร แต่ VC มักจะขอให้ตั้งขึ้นก่อนที่พวกเขาจะลงทุน ดังนั้นท้ายที่สุดแล้วมันก็ต้องถูกดึงออกมาจากหุ้นของผู้ก่อตั้งอยู่ดี
ประเภทของ ESOP
1. สิทธิในการซื้อหุ้นของพนักงาน (Stock Option)
สิทธิที่มอบให้พนักงานในการซื้อหุ้นที่ ราคาที่กำหนด ในเวลาอนาคต หากราคาหุ้นของบริษัทสูงขึ้นในอนาคต พนักงานสามารถซื้อหุ้นที่มีมูลค่าสูงกว่าในราคาที่ต่ำกว่า เพื่อทำกำไรจากส่วนต่าง ซึ่งช่วยดึงดูดพนักงานเก่งๆ ให้ทำงานในระยะยาว
เมื่อแนวโน้มของบริษัทไม่ดีและราคาหุ้นต่ำกว่าราคาที่ตกลงไว้ ก็ยากที่จะสร้างผลจูงใจ
2. หุ้นแบบจำกัดสิทธิ์ (RSU: Restricted Stock Unit)
บริษัท มอบหุ้นให้พนักงานฟรี แต่พนักงานต้อง ปฏิบัติตามเงื่อนไขบางประการ (เช่น ผลงาน อายุงาน ฯลฯ) จึงจะได้รับหุ้นเหล่านี้จริงๆ
หากบริษัทวางแผนที่จะให้พนักงานคนนี้ หุ้น 3% โดยปกติจะให้เป็นระยะๆ อาจจะแบ่งเป็น 3 ปี ปีละ 1%
หลังจากออก RSU แล้ว จะถูกนำไปฝากไว้ในทรัสต์ (Trust) ทันที หากพนักงานทำตามเงื่อนไขที่กำหนด ธนาคารผู้ดูแลผลประโยชน์จะคืนหุ้นให้พนักงาน
RSU เป็น แรงจูงใจที่มากกว่าสำหรับพนักงาน เมื่อเทียบกับ Stock Option ที่พนักงานต้องจ่ายเงินซื้อเอง เพียงแต่การออก RSU ต้องผ่าน มติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งมีเกณฑ์การออกที่สูงกว่า
กฎการได้รับ ESOP (Vesting Rules)
พนักงานที่ได้รับ ESOP เหล่านี้มักจะไม่ได้หุ้นตามเปอร์เซ็นต์ทั้งหมดในคราวเดียว แต่จะ ค่อยๆ ให้เป็นงวดๆ วิธีที่พบบ่อยที่สุดคือการให้ในระยะเวลา 4 ปี (4-year vesting) โดยต้องทำงานอย่างน้อย 1 ปีจึงจะได้รับ 25% และ 2 ปีจึงจะได้รับ 50% หากลาออกก่อนหน้านั้นโดยพื้นฐานแล้วจะไม่ได้อะไรเลย
การไล่พาร์ทเนอร์ที่ไม่ใช่ออก บางครั้งสำคัญกว่าการจ้างคนที่ใช่เข้ามา ต้องรีบจัดการโดยเร็ว และกลไกการให้รางวัลที่ผิดพลาดอาจทำให้พนักงานที่ไม่ใช่ดื้อดึงที่จะอยู่ต่อ
สัดส่วน ESOP
| บทบาท | เปอร์เซ็นต์การถือหุ้น |
|---|---|
| ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) | 5% ~ 10% |
| ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) | 2% ~ 5% |
| รองประธาน (VP) | 1% ~ 2% |
| กรรมการอิสระ (Independent Board Member) | 1% |
| ผู้อำนวยการ (Director) | 0.4% ~ 1.25% |
| ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) | 0.5% ~ 1% |
| วิศวกรประสบการณ์ 5 ปีขึ้นไป | 0.33% ~ 0.66% |
| ฝ่ายบริหารหรือวิศวกรระดับต้น | 0.2% ~ 0.33% |
- พนักงาน 10 คนแรกอาจได้
10% - พนักงาน 20 คนถัดไปแบ่งกัน
5% - พนักงาน 50 คนถัดไปแบ่งกันอีก
5%
นโยบาย ESOP
หากบริษัทตั้งอยู่ในไต้หวัน กฎหมายบริษัทกำหนดว่าเมื่อบริษัทเพิ่มทุนโดยการออกหุ้นใหม่ ต้องสำรอง 10~15% ให้พนักงานจองซื้อก่อน แต่ ราคาจองซื้อต้องเท่ากับราคาในรอบนั้น ดังนั้นสถานการณ์ทั่วไปคือ พนักงานจะไม่เข้าร่วมเพราะเงินไม่พอ
ภาษี ESOP
สำหรับไต้หวัน ในกรณีของสตาร์ทอัพที่ยังไม่ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ การเก็บภาษีจากสิทธิในการซื้อหุ้นของพนักงานโดยพื้นฐานแล้วจะนำ ส่วนต่างระหว่างราคาที่ตกลงไว้ตอนใช้สิทธิกับราคาตลาดของบริษัท มารวมเป็น เงินได้บุคคลธรรมดาประเภทอื่นๆ เพื่อคำนวณภาษี หลังจากนั้นเมื่อขายหุ้นจะเป็น ภาษีจากการขายหลักทรัพย์ ซึ่งปัจจุบันได้รับการยกเว้นภาษี
สัดส่วนการถือหุ้น
หากคุณถูกเรียกว่า ผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-founder) หุ้นไม่ควรต่ำกว่า 10% ในทางกลับกัน หากคุณ ไม่ใช่ผู้ร่วมก่อตั้ง ก็ไม่ควรเกินตัวเลขนี้เช่นกัน
| บทบาท | เปอร์เซ็นต์การถือหุ้น |
|---|---|
| CEO และผู้ก่อตั้งที่ทำงานเต็มเวลา | 30% ~ 60% |
| Co-founders และทีมงานเริ่มแรกที่สำคัญ พนักงานยุคแรก รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ผู้ก่อตั้ง VP หรือระดับ “C-level” อื่นๆ | 40% |
| โครงการถือหุ้นสำหรับพนักงาน (ESOP) | 20% |
หุ้นแสดงถึงระดับการมีส่วนร่วมต่อบริษัท
สิ่งที่เสียสละเพื่อความสำเร็จของทีมสตาร์ทอัพ:
- การมีส่วนร่วมทางการเงิน
- เวลา
- คอนเนคชัน
- ไอเดีย
- อุปกรณ์
เป็นเรื่องยุติธรรมและสมเหตุสมผลที่คนที่ยอมเดิมพันมากกว่าจะได้รับผลตอบแทนมากกว่าเมื่อประสบความสำเร็จ คนที่ลาออกจากงานเดิมเพื่อมาทุ่มเทเต็มเวลาแบกรับความเสี่ยงมากกว่าคนที่ยังทำงานประจำอยู่ และการจัดสรรหุ้นควรพิจารณาถึงจุดนี้ด้วย
คำแนะนำในการเข้าร่วมสตาร์ทอัพ
บุคลากรในยุคแรกเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญมากๆ ของบริษัท สตาร์ทอัพจะไปรอดหรือไม่ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับทีมยุคแรก ดังนั้นอย่าเข้าไปด้วยทัศนคติเล่นๆ หรือเรียกเงินเดือนสูงๆ ทันทีที่เข้าไป
คุณเลือกที่จะสัมภาษณ์กับทีมที่เพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน คุณต้องตระหนักว่าจุดสำคัญที่งานนี้มอบให้คุณคือการเติบโตและการพัฒนาในอนาคต ไม่ใช่ผลตอบแทนที่เป็นเงินสดทันที ยิ่งไปกว่านั้น สตาร์ทอัพเป็นธุรกิจที่ขาดแคลนเงินที่สุด ดังนั้นการสมัครงานสตาร์ทอัพด้วยทัศนคติที่ต้องการเงินเดือนสูงๆ จึงเป็นเรื่องที่แปลกมาก
คุณสามารถเน้นไปที่ การได้รับหุ้นบริษัท เป็นค่าตอบแทน มีส่วนร่วมในผลการดำเนินงานของบริษัท ร่วมทุกข์ร่วมสุข มองการณ์ไกล และคาดหวังว่าจะทำไปจนกว่าบริษัทจะถูกซื้อกิจการหรือ IPO หากไม่มีเหตุสุดวิสัย
คำถามเพื่อยืนยันอนาคตของสตาร์ทอัพตอนสัมภาษณ์
เมื่อไปทำงานที่สตาร์ทอัพ คุณจะถือว่าหุ้นเป็นเงินเดือนของคุณ ดังนั้นคุณต้องเข้าใจว่าเมื่อบริษัทถูกขายหรือ IPO คุณจะคาดหวังผลตอบแทนได้เท่าไหร่
หากเริ่มต้น ผู้ก่อตั้ง/CEO บอกคุณแค่จำนวนหุ้น แต่ไม่ยอมบอกเปอร์เซ็นต์ ก็ต้องระวัง
Q: หุ้น (Option) ของคุณคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของบริษัท?
อย่าวัดมูลค่าหุ้นด้วยจำนวนหุ้น หากคุณมี 3 หมื่นหุ้น แต่บริษัทมีหุ้นทั้งหมด 80 ล้านหุ้น สัดส่วนหุ้นของคุณคือ 30000 / 80000000 = 0.000375 = 0.0375% เมื่อบริษัทถูกขายในราคา 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คุณจะได้เงินมากที่สุดเพียง 100000000 * 0.000375 = 37,500 ดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1.125 ล้านบาท (ที่อัตราแลกเปลี่ยน 30)
วัยเยาว์ 4 ปีแลกกับเงิน 1.125 ล้านบาท สู้ไปทำงานบริษัทใหญ่รับเงินเดือนเป็นล้าน งานก็น่าจะสบายกว่าด้วยซ้ำ
หากได้หุ้น 0.3% และบริษัทถูกซื้อในราคา 100 ล้านดอลลาร์ คุณจะได้ 100000000 * 0.003 = 300,000 ดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 9 ล้านบาท ฟังดูคุ้มค่ากับ 4 ปีที่เสียไปขึ้นมาบ้างไหม?
Q: หุ้น (Option) ของคุณเริ่มได้รับเมื่อไหร่? และต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะได้ครบ?
ยืนยันโครงสร้างตารางเวลาการให้ Option คุณจะได้หุ้น Option เมื่อไหร่ และเงื่อนไขคืออะไร
เงื่อนไขที่พบบ่อยที่สุดคือทยอยให้จนครบใน 4 ปี (4-year vesting plan) หากเข้าทำงานไม่ถึงปีแล้วลาออก/ถูกเลิกจ้าง ก็จะไม่ได้อะไรเลย หากเกินหนึ่งปี ก็จะเริ่มให้ตามสัดส่วน
สมมติว่า 1 ปีให้ 12,000 หุ้น เฉลี่ยเดือนละ 1,000 หุ้น 4 ปีให้ 48,000 หุ้น หากลาออกตอน 1 ปีครึ่ง ก็จะได้ 1000 * 18 = 18,000 หุ้น
บางที่อาจยืนยันที่จะให้เป็นรายปี หากทำไป 1 ปี 11 เดือน คุณก็ยังได้แค่ 12,000 หุ้น ความพยายามในปีที่ 2 ก็สูญเปล่า
หากให้ครบใน 4 ปี แนะนำให้เจรจาขอรับ 25% หลังผ่านปีแรก และหลังปีที่สองขอรับตามสัดส่วนรายเดือน 25% / 12 เดือน = 2.08%
ในปีที่ 1 ทั้งสองฝ่ายยังไม่แน่ใจว่าการร่วมงานก่อนหน้านี้ราบรื่นหรือไม่ สำหรับบริษัทแล้วหุ้นเป็นของหายาก ดังนั้นการแจกหุ้นออกไปมั่วๆ ไม่ดีต่อการพัฒนาในอนาคตของบริษัท หากร่วมงานกันไม่ราบรื่น บริษัทสามารถเลิกจ้างคนที่ไม่เหมาะสมภายใน 1 ปีได้ เพื่อไม่ให้หุ้นไปตกอยู่ในมือคนที่ไม่เหมาะสม
เมื่อร่วมงานกันมา 1 ปี บริษัทก็ได้ยืนยันรูปแบบการทำงานร่วมกัน รวมถึงความสามารถและความเหมาะสมของทั้งสองฝ่าย ความเสี่ยงของบริษัทจึงลดลงอย่างมาก หลังปีที่ 2 สามารถคุยกับบริษัทได้ว่าทำกี่เดือนถึงจะได้สัดส่วนเท่าไหร่ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ทำไป 1 ปี 11 เดือนแล้วลาออก การมีส่วนร่วมในปีที่ 2 สูญเปล่าไม่ได้หุ้นเลย เสียเวลาวัยเยาว์ไปฟรีๆ
Q: ถ้าไม่ถึงปี บริษัทถูกซื้อกิจการจะทำอย่างไร?
ในบริษัทที่ค่อนข้างปกป้องสิทธิประโยชน์ของพนักงาน จะมีข้อสัญญาเพิ่มว่า หากทำไม่ครบ 2 ปี แต่ยังอยู่ในตำแหน่ง วันที่บริษัทถูกซื้อกิจการจะ vest หุ้นให้ถึง 2 ปีโดยอัตโนมัติทันที
Q: หลังเซ็นสัญญาแล้ว หากมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งจะทำอย่างไร?
เจรจาต่อจากฐานใหม่ การเลื่อนตำแหน่งหมายถึงความรับผิดชอบที่มากขึ้น คาดหวังให้คุณทุ่มเทแรงกายและเวลามากขึ้น
ดังนั้นจึงมีเหตุผล 100% ที่จะเจรจากับบริษัทในสิ่งที่คุณต้องการ เช่น ทุกครั้งที่เลื่อนตำแหน่ง คุยกับเจ้าของโดยตรงเรื่องขอเปลี่ยน 50% ของเงินเดือนที่ขึ้นเป็นหุ้นมูลค่าเท่ากัน ขึ้นเงินเดือน 50,000 เปลี่ยนเป็นขึ้น 25,000 ส่วนอีก 25,000 เปลี่ยนเป็นหุ้นมูลค่าเท่ากัน
Q: แผนจูงใจด้วยหุ้นสำหรับพนักงานของพวกคุณคืออะไร?
ยืนยันว่าแผนการกระจายหุ้นเพื่อจูงใจพนักงานของบริษัทเป็นอย่างไร จะให้โบนัสหุ้นแก่สมาชิกหลักในอนาคตอย่างไร
Q: มีเงื่อนไข (term) อื่นๆ ที่จะส่งผลต่อมูลค่าหุ้นของฉันที่นี่หรือไม่?
ยืนยันองค์ประกอบของหุ้นและมูลค่าที่หุ้นของคุณครอบครองในบริษัท
ชื่อตำแหน่งผู้บริหาร
| จีน | อังกฤษ | ชื่อเต็มภาษาอังกฤษ |
|---|---|---|
| ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร | CEO | Chief Executive Officer |
| ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน | CFO | Chief Finance Officer |
| ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี | CTO | Chief Technology Officer |
| ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด | CMO | Chief Marketing Officer |
| ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ | COO | Chief Operating Officer |
| ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล | CHRO | Chief Human Resource Officer |
| ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายแบรนด์ | CBO | Chief Brand Officer |
| ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจ | CBO | Chief Business Officer |
Reference
- VC如何看新創公司的股權結構|大和有話說 – 大和有話說
- 新創公司股票選擇權和擁有者是如何運作的 | KJ Murmur 喃語
- 為什麼新創公司常在幾輪VC融資後,出現後繼無力、成長趨緩的現象?|大和有話說 – 大和有話說
- 【新創園地專欄-黃沛聲】新創公司員工選擇權ESOP解析懶人包|FINDIT:台灣新創募資第一站
- 【新創實戰】創辦團隊股權怎麼分配 - TAcc+ 臺灣最新型加速器
- 新創公司只能給香蕉沒關係,但要加上香蕉園的所有權 — — 淺談新創公司的員工激勵機制 | by Tai-Ku Chen | Medium
- The Option Pool Shuffle - Venture Hacks
- 為什麼沒有人跟我們談過新創公司待遇的談法? – 台灣工程生意人的矽谷故事
- 股权激励是发期权还是发限制性股票呢? - YouTube
- 【創業必修課】雷軍:創業股權如何分配?如何找錢和估值? - YouTube
- 从0到1,创业12堂必修课——创业公司如何分配股权 - YouTube
- 【創業大課100講】簡榮宗:新創公司合夥人的股權結構,怎樣分配才合理? - YouTube
- 股票獎酬主要工具比較 - Willis Towers Watson
- 楊建銘專欄:是你的不見得就是你的─股權重授與-風傳媒
- 眾勤法律事務所 活動訊息